แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับ สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้า ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

   1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
   2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน
   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
   5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ
   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง
    7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่
   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
   11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
   14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พฤติกรรมการกินผิด ๆ ต้นตอเด็กอ้วนเกินพิกัด

พฤติกรรมการกินอาหารของครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อพฤติกรรมการกินของเด็ก ๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ชอบอาหารไขมันสูง เช่น ขาหมู ข้าวมันไก่ ของทอดต่าง ๆ เด็กก็จะได้กินอาหารประเภทนี้มากกว่าอย่างอื่นครอบครัวที่มีความสุขกับการกินจึงมักจะอ้วนกันเกือบทั้งบ้าน เรียกว่าความอ้วนที่เกิดจากกรรมพันธุ์และการเลี้ยงดู 


         และพบเสมอว่าพ่อแม่เมื่อเห็นลูกผอมบาง จะบำรุงลูกด้วยอาหารสารพัดชนิด จนกระทั่งลูกกลายเป็นเด็กมีความสุขกับการกิน อ้วนท้วนเป็นที่พอใจของพ่อแม่และญาติ ๆ แต่ต้องมาพบแพทย์ และน้ำหนักมากจนเกินไป เนื่องจากกินอาหารทั้งวัน ไม่ยอมออกกำลังกาย บอกว่าเหนื่อย

         ความอ้วนไม่ได้เกิดในทันทีทันใด แต่เกิดจากการสะสมไขมันทีละเล็กน้อยเป็นเวลานาน ดังนั้น การมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้

พฤติกรรมที่ส่งเสริมความอ้วน

            กินอาหารไขมันสูง เช่น แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท หรือของทอด อาหารเหล่านี้ให้พลังงานสูง เพราะมีส่วนประกอบหลักเป็นแป้งและไขมัน ถ้าเรากินแฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น มันฝรั่งทอด 1 ถุง น้ำอัดลม 1 แก้ว จะได้รับพลังงานประมาณ 750-800 แคลอรี่ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ควรได้ต่อวันของเด็กอายุ 6-10 ปี การเลือกประเภทอาหารจึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

            กินจุบจิบ การกินขนมขบเคี้ยว น้ำหวานน้ำอัดลมบ่อย ๆ ทำให้มีพลังงานส่วนเกินมาก เราควรฝึกลูกให้กินเป็นเวลา กินจุบจิบน้อยลง ให้เงินค่าขนมไปโรงเรียนแต่พอดี สำหรับเด็กที่ติดนิสัยนี้แล้ว พยายามให้กำลังใจและเปลี่ยนชนิดอาหารก็จะเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้

            ให้รางวัลหรือมีเครื่องล่อใจเป็นอาหาร "ถ้าทำการบ้านเสร็จเร็ว แม่จะพาไปกินไอศกรีม" บ่อยครั้งที่เราทำแบบนี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้กินมากขึ้น ให้เปลี่ยนของรางวัลเป็นของเล่นหรือหนังสือแทนดีกว่า หรือจะเป็นการให้รางวัลแบบไม่ใช่สิ่งของ เช่น การกล่าวชื่นชม การกอด การยิ้ม ฯลฯ ก็ได้เช่นเดียวกัน

            กินระหว่างดูทีวี มีการสำรวจพบว่าเด็กใช้เวลาดูทีวีเฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง ระหว่างนี้มักจะกินขนมหรือดื่มน้ำอัดลมไปด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ห้ามปราม ลูกสามารถดูทีวีได้ทั้งวัน ร่างกายไม่มีการเผาผลาญพลังงาน มีแต่เติมเข้าไปไม่อ้วนยังไงไหว

            ตามใจลูกเรื่องการกิน คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ตามใจลูกมากกว่าแต่ก่อน อาจเป็นเพราะมีเวลาให้ลูกน้อยหรือมีลูกน้อยเลยตามใจมาก เด็กมักจะไม่รู้ว่าอะไรควรกินหรือไม่ควร ผู้ใหญ่ควรชี้นำสม่ำเสมอ ลูกจะเข้าใจมากขึ้น

            ตุนขนมไว้ที่บ้านจำนวนมาก บางบ้านมีขนมถุงใหญ่เป็นลังเลยก็มี เด็กจะกินมากไปด้วย มีถึง 71% ของครอบครัวไทย ที่ซื้อน้ำอัดลมเก็บไว้ที่บ้านเป็นประจำ ควรปลี่ยนใหม่ ให้ในบ้านจะมีแต่ผลไม้ นมพร่องไขมัน และน้ำเปล่า ลูกเล่นมาเหนื่อย ๆ และหิว ก็จะกินเอง ทำแบบนี้เป็นประจำก็เกิดเป็นความเคยชิน และลดขนมไปได้

            ขาดการออกกำลังกาย ควรจัดเวลาออกกำลังกายสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ และกระตุ้นให้มีการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ จอดรถไกลหน่อยเพื่อให้เดินมากขึ้น ให้ช่วยงานบ้าน เดินไปซื้อของ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ไม่อ้วนและทำให้แข็งแรงกว่าเดิม

            การควบคุมน้ำหนักในเด็กไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปหรอกค่ะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตั้งใจจริงและทำอย่างสม่ำเสมอ หลักการสำคัญคือ กินให้พอกับที่ร่างกายต้องการ ถ้ากินเกินก็หาทางเผาผลาญไขมันออก มีการติดตามน้ำหนักตัวอย่างต่อเนื่อง ให้กำลังใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ทำได้ตามนี้ลูกของเราก็จะห่างไกลโรคอ้วนแล้วละค่ะ

โดย พญ.สุธัญญา สัพโส

โทษของการกินน้ำตาลมากเกินไป

การกินน้ำตาลเป็นการให้พลังงานแก่ร่ายกาย แต่ถ้ากินมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้ก็มีเคล็บลับดีๆ มาฝากกันจร้า

1. เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล
2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง
3. หากยังกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่นหัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น
4. การกินน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงนอน
5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการกินน้ำตาลมากเกินไป
6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่มีสูงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร
7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย สมาธิสั้น
ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็ควรกินน้ำตาลแต่พอประมาณจะดีกว่า

ผู้ติดตาม