แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การดูแลสุขภาพ ให้ห่างไกลสิวฮอร์โมน

"สิว" ยังคงเป็นปัญหาผิวหนังหลักๆของสาวๆหนุ่มๆ มาตั้งแต่วัยรุ่น บางคนถึงวัยกลางคนแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาสิวอยู่นั้น ปัญหาสุขภาพผิวพรรณสิ่งนี้เรียกได้ว่า สิวฮอร์โมน วันนี้เรามีวิธีการรักษาสิวฮอร์โมน อยู่ถูกวิธีมาฝากกันค่ะ


สิวสาว คงพอเข้าใจ สิวเป็นเรื่องธรรมชาติพอรับได้ แต่ทำไมเจ้าสิวนี้ไม่หายไปสักที ขนาดบ้างคนขึ้นวัยกลางคน ยังมีสิวได้ ไม่ว่าจะเป็นวัยใดหากคุณมีสิวนั้นให้สันนิฐานได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นปัญหาในเรื่องของฮอร์โมนไม่สมดุล จึงเกิดปัญหาสุขภาพและผิวพรรณขึ้นได้ เราลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา สิวฮอร์โมน กันดีกว่าเพื่อหาวิธีการรักษา สิวฮอร์โมน ที่ถูกต้อง กันค่ะ
 
สิวฮอร์โมน เกิดจากอะไร ?
 
    สิวฮอร์โมน  ก็คือ ฮอร์โมนเพศชายเด่นเกิน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็สามารถเป็นได้ ข้อสังเกตุได้ว่าคุณมีฮอร์โมนมากไปหรือเปล่า  มักมากันเป็นแพคเกจคือ อ้วน หน้ามัน ผมมัน ผมบาง สิวขึ้นโดยเฉพาะช่วงขากรรไกร อาจสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับรอบเดือนก็ได้ แต่ที่สำคัญคือรอบเดือนมักไม่ปกติ อาจตรวจเจอซิสต์ในรังไข่ได้ 
    ฮอร์โมนเพศหญิงสองตัวไม่สมดุลกัน ปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีฮอร์โมนผุ้หญิงหลักอยู่สองประเภท คือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน  สิวฮอร์โมน ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในร่างกายของผู้หญิงหลายคนคือ เจ้าฮอร์โมนเอสโตรเจนชอบที่จะแย่งเด่นเกินหน้าเกินตาโปรเจสเตอโรน ส่งผลให้ผู้หญิงหลายคนมีอาการPMS คือ หงุดหงิด งุ่นง่าน ฉุนเฉียว แน่นหน้าอก บวม กินจุ ซึมเศร้า และสิวระเบิดระเบ้อในช่วงก่อนมีรอบเดือน

 ลองดูสาเหตุกันแล้ว คุณอยู่ในภาวะเสี่ยง สิวฮอร์โมน หรือเปล่าค่ะ  เข้ากับประเภทหนึ่งหรือสอง สำหรับแนวทางการรักษาสิวทั้งสองประเภทในแบบที่คุณก็สามารถจัดการมันได้ดังนี้ค่ะ
 
วิธีการจัดการ ดูแลรักษา สิวฮอร์โมน 
 
    ลดน้ำหนัก อันนี้เป็นข้อสำคัญที่ห้ามพลาด เพราะการกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายได้ จะช่วยนำความสมดุลและสงบสุขที่แท้จริงของฮอร์โมนกลับคืนสู่ร่างกายของคุณ ช่วยทั้งแก้ไขในผู้ที่มีภาวะPCOS และช่วยแก้ปัญหาฮอร์โมนเพศหญิงไม่สมดุลได้
    ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังเป็นอีกวิธีที่ช่วยฟื้นคืนสมดุลให้กับฮอร์โมนได้
    ลดการรับประทานอาหารหวานๆ หรือให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือ อาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วนี้ จะกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ภาวะดื้ออินซูลินในผู้ที่มี PCOSแย่ลง ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายมากขึ้น
    ลดการรับประทานอาหารที่อาจมีฮอร์โมนปะปน เช่น นมวัว เนื้อสัตว์ หลายการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ มีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ พยายามเลือกอาหารที่ ผ่านขั้นตอนการผลิตถูกหลัก ไม่มีการใช้ฮอร์โมนเจือปน
    เลี่ยงอาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เพราะยาฆ่าแมลงเป็นสารในกลุ่ม ซีโนเอสโตรเจน (xenoestrogen) คือสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ส่งผลให้ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนอลหม่านมากไปกว่าที่เป็นอยู่

นอกจากการดูแลรักษาด้วยตนเองแล้ว อาจลองปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกการรักษาโดยใช้ยาหรืออาหารเสริม ซึ่งมีหลายกลุ่มให้เลือกใช้ ต่างกันไปตามลักษณะความผิดปกติของฮอร์โมน เห็นไหมค่ะ ทุกปัญหาสิว ก็มีทางออกเสมอ ก็คิดซะว่าเรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับ สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้า ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

   1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
   2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน
   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
   5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ
   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง
    7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่
   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
   11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
   14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ติดตาม